เรื่องย่อ
เบน แคมป์เบล (จิม สเตอร์เกส) เป็นนักศึกษา M.I.T. ขี้อายแต่ฉลาด เขาพบทางแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนค่าเทอมของเขาในการเล่นไพ่ เขาได้รับการว่าจ้างให้ร่วมกลุ่มนักศึกษาพรสวรรค์ของสถาบันที่มุ่งหน้าไป เวกัสทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ภายใต้ชื่อปลอม โดยพวกเขารู้วิธีที่จะพลิกผันสถานการณ์ในการเล่นแบล็คแจ็คให้เข้าทางพวกเขา พวกเขาถอดรหัสไพ่ได้ภายใต้การนำของอาจารย์คณิตศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติ มิคกี้ โรซา (เควิน สเปซีย์) ด้วยการนับไพ่และใช้ระบบการส่งสัญญาณที่ซับซ้อน พวกเขาสามารถกอบโกยเงินจากคาสิโนได้อื้อซ่า ด้วยแรงยั่วยวนจากเงิน วิถีชีวิตแบบเวกัสและจิล เทย์เลอร์ (เคท บอสเวิร์ธ) เพื่อนร่วมทีมที่ฉลาดและเซ็กซีของเขา เบนก็เริ่มจะเดินก้าวข้ามขอบเขต แม้ว่าการนับไพ่จะไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่มันก็มีความเสี่ยงสูงและความท้าทายก็ไม่ใช่เพียงแค่การนับไพ่ให้ถูก เท่านั้น แต่ยังเป็นการเอาชนะโคล วิลเลียมส์ (ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น) ผู้คุมบ่อนที่น่าสะพรึงกลัว ในเกมชิงไหวชิงพริบด้วย
โห…นี่ผมเพิ่งได้อ่านเรื่องย่อหลังจากดูเสร็จนะเนี่ย (ไปหามาทีหลังเพื่อเอามาเขียนนี่แหละ ตอนจะดูไม่ได้สนใจเลย ฮ่าๆๆ) ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องย่อที่ทางเจ้าของหนังเขียนมาหรือว่าคนไทยมาเขียนเอง เพราะอ่านเสร็จผมนึกว่าเอาเรื่องย่อมาผิดเรื่อง!
เดี๋ยวดูด้านล่างเป็นเรื่องย่อเวอร์ชั่นของผมเองบ้าง 😀
เอาเป็นว่าขอแย้งข้อความด้านบนแล้วกัน ผมว่ามันเขียนโอเว่อร์มากเกินความเป็นจริงไปเยอะเลย เช่น
“พวกเขาถอดรหัสไพ่ได้ภายใต้การนำของอาจารย์คณิตศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติ มิคกี้ โรซา” มันไม่ได้เว่อร์ถึงขนาดนั้น..แค่พอจะประมาณได้ว่าไพ่ในสำรับที่เหลือน่าลงทุนรึเปล่า 😀 แต่ตามความเห็นของผม มันไม่ได้ถอดรหัสอะไรกันเล้ย..
“ด้วยการนับไพ่และใช้ระบบการส่งสัญญาณที่ซับซ้อน”…ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเล้ย มีแค่ ๔ อย่างดูรอบเดียวก็จำได้แล้ว(สัญญาณท่าทาง) ลอกข้อสอบในห้องสอบของเด็กไทยจะซับซ้อนซะกว่าอีกล่ะมั้ง
“แต่ยังเป็นการเอาชนะโคล วิลเลียมส์ (ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น) ผู้คุมบ่อนที่น่าสะพรึงกลัว ในเกมชิงไหวชิงพริบด้วย”…อันนี้บอกได้คำเดียวว่าบ้าแล้ว ประโยคนี้ผมว่าไงๆ ก็ต้องนึกถึงฉากแบบ เซียนตัดเซียน เกาจิ้งตัดเอง มานั่งดวลไพ่กัน แต่นี่มันไม่ใช่อ้ะ ไม่มีซักกระผีก แค่วิ่งหนีคนคุมบ่อนเองอ่ะ
ก่อนจะได้ดูผมจินตนาการเอาว่าช่วงไคลแมกซ์คงได้เห็นเด็กอัจฉริยะเพ่งสมาธินับไพ่เพื่อเอาชนะเจ้ามือมือเก๋าที่อาจจะมีทริกที่ทำให้นับผิด หรือไม่สามารถใช้วิธีนับไพ่มาชนะได้ โดยมีเงินเดิมพันมหาศาลเป็นรางวัล หรือมากถึงขั้นปิดบ่อนอะไรอย่างนี้ แต่ดันไม่ใช่แฮะ
ต่อจากนี้ผมจะเล่าเรื่องที่ผมได้ดูมาแล้วนะ ใครที่เป็นโรคกลัวสปอยล์ก็ไม่ต้องอ่านนะครับ (จริๆ เขียนว่ารีวิวมันก็ต้องมีสปอยล์อยู่แล้วล่ะ)
อันนี้เรื่องย่อเวอร์ชั่นของผมเองบ้าง :
เรื่องราวกล่าวถึงเบน แคมพ์เบลล์ นักเรียนเรียนดีของ MIT ที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นหมอ โดยทางฮาวาร์ดรับเขาเข้าเรียนแล้ว แต่ด้วยฐานะปานกลาง ไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนตลอดการศึกษาที่เป็นวงเงินราวสามแสนเหรียญฯ ได้ เขาจึงตัดสินใจขอทุน(อะไรซักอย่างผมจำชื่อไม่ได้) ซึ่งทุนนี้จะเป็นทุนให้เปล่าจนกระทั่งจบการศึกษา และมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้ทุนนี้ไป ซึ่งคนที่มาขอทุนนี้ต่างก็มีประวัติและผลการเรียนดีไม่ต่างจากเขาเลย
ศจ.มิคกี้ โรซ่า เป็นอาจารย์สอนอยู่ใน MIT ระหว่างการเรียนการสอน เขาได้สังเกตเห็นถึงสมองอันปราดเปรื่องของเบน และได้ชักชวนเข้าสู่กลุ่มของเขา เพื่อหาเงินกับการเล่นแบล็คแจ๊คในคาสิโนที่ลาสเวกัส
เบนตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มเพื่อต้องการหาเงินจำนวนสามแสนเหรียญฯ ไปใช้เรียนแพทย์ต่อที่ฮาวาร์ด และหากได้เงินครบตามจำนวนแล้วเขาจะขอออกจากกลุ่ม
เบนหาเงินได้ครั้งละมากๆ อย่างง่ายดาย จนเริ่มจะทำให้เขาหลงระเริงไปกับแสงสีในเวกัส แต่แล้วเขาก็ได้ทำเรื่องผิดพลาดขึ้นจนทำให้เขาเกือบสูญเสียทุกอย่างไป
ฉากประทับใจของผมในเรื่องไม่ยักกะเกี่ยวกับการเล่นไพ่แม้แต่น้อย แต่เป็นฉากที่เบนสำนึกได้แล้วกลับมาเล่าเรื่องทุกอย่างให้เพื่อนสนิทของเค้าฟัง แล้วเพื่อนเค้าก็ให้อภัยกันแบบง่ายๆ แบบโคตรจะแมนเลยว่ะ ชอบจริงๆ ถ้าเป็นเพื่อนกันจริงๆ ไม่มีนิสัยตุ๊ดๆ คิดเล็กคิดน้อย มันต้องแบบนี้เลย
สาเหตุก็คือ ระหว่างที่เบนไปนั่งนับไพ่ในเวกัสเขาไม่สามารถบอกใครได้ แม้กระทั่งแม่ของเขาเอง กับเพื่อนสนิทสองคนที่ร่วมหัวจมท้ายทำโปรเจคสำหรับแข่ง 2.09 ก็ไม่ได้เล่าให้ฟัง และทำให้เพื่อนทั้งสองเริ่มรู้สึกว่าเบนมีความลับอะไรบางอย่าง ตีตัวออกห่าง(ไปอยู่กับก๊วนนับไพ่)และไม่ค่อยสนใจพวกเขาเหมือนแต่ก่อน จนกระทั่งเบนทำงานในโปรเจคพลาด และการจะแก้ไขต้องใช้เวลามาก ทั้งคู่จึงพูดให้เบนถอนตัวออกไป และพวกเขาจะจัดการกันเอง เพราะเห็นว่าเบนไม่มีใจให้กับงานแล้ว
แน่นอนว่าทำให้เบนโมโหมาก ความรู้สึกโดนเพื่อนเขี่ยออกจากทีมแต่เป็นเขานั่นแหละที่เขี่ยเพื่อนของเขาออกจากชีวิตของเขาก่อน หลังจากมีปัญหาเบนกลับมาเล่าทุกอย่างให้เพื่อนฟัง แน่นอนว่าคนเป็นเพื่อนกันมันต้องเข้าใจกันอยู่แล้วล่ะ ให้อภัยกันง่ายๆ กลับมาสนิทกันเหมือนเดิม ซึ่งช็อตนี้ได้ใจมาก
นอกนั้นตัวหนังก็ตามสเต็ปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรให้น่าตื่นเต้นนัก สำหรับตอนจบบางคนก็อาจจะเดาได้อยู่แล้ว แต่ผมว่าไม่น่าจะมีใครเดาถูก 100% แน่ เพราะพี่แกเล่นพลิกกลับไปมาตั้ง 3 ตลบ!
ให้คะแนน : *** (3/5)
