aHuii.com

บล็อกของอาฮุย :)

๐๖๒ | Review Topre Realforce 86UB

August 2nd, 2011

หลังจากที่เพิ่งจะได้ลองใช้ Mechanical Keyboard เป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ ๒ เดือนที่แล้วก็คือ Razor BlackWidow Ultimate ที่เป็นปุ่มแบบ Cherry Blue เสียงดังชัดเจนได้ฟีลลิ่งมากๆ แต่เท่านั้นมันยังไม่พอ เมื่อลองหาข้อมูลไปเรื่อยๆ ว่ามันจะมีอะไรดีกว่านี้อีกมั้ยก็ไปเจอกับเจ้า Topre Switch ที่เค้าว่ากันว่าเป็น switch แบบ Hybird ที่เอาความเจ๋งของทั้ง Rubber dome และ Mechanical มารวมไว้ด้วยกัน ส่วนราคานั้นแพงกว่าแบบ Mechanical เพียวๆ เข้าไปอีก

P1080036

Cherry Blue, Brown และ Black นั้นสามารถหาได้ในราคาประมาณ ๓,๐๐๐ – ๕,๐๐๐ แต่ Topre เริ่มต้นก็น่าจะ ๕,๐๐๐ แล้วมั้งครับ ตัวที่ผมได้มานี่ราคาเหรียญสหรัฐอเมริการอยู่ที่ $๒๕๐ แบบยังไม่รวมค่าส่ง ราคาสุดท้ายแบบรวมค่าส่งแล้วคูณออกมาได้ประมาณ ๘,๕๐๐ บาท Keyboard บ้าอะไรเกือบหมื่นเนี่ย!!

สุดท้ายไปจบที่จีนครับ ฝากเจ๊ผมที่ไปเรียนแล้วกำลังจะกลับได้มาในราคา ๖,๖๐๐ ถูกกว่าเกือบ ๒,๐๐๐ บาทแน่ะ ทีแรกก็กลัวเหมือนกันว่าจะโดนของปลอม แต่มันถูกกว่ากันเยอะเหมือนกันเลยวัดดวงดู ก็คิดว่าไม่น่าจะปลอมนะ (เกี่ยวกับ switch แบบต่างๆ ใครอยากรู้เพิ่มก็ลอง googling เอานะครับ keyword ก็ mechanical, cherry switch, topre switch นอกจากเจ้าสองตัวนี้แล้วก็ยังมี apls กับ bulk spring อีก)

มีให้เลือก ๒ สี คือแบบสีขาวครีมๆ ธรรมดากับสีดำ ซึ่งผมเลือกเอาสีดำมา

มาดูที่ภายนอกกันก่อน Keyboard ตัวนี้ต่อด้วยสาย USB มีช่องให้สายออกได้ 3 ทางคือ ซ้าย ขวา และด้านบนตรงๆ เลย

P1080026

ด้านหลังมีแป้นดัน Keyboard ให้สูงขึ้นมา และมีแถบยางกันลื่นไม่ให้ Keyboard เลื่อนง่ายๆ

P1080029

และมีปุ่มปรับ switch ที่ Hardware ด้วย ซึ่งแต่ละ switch มันปรับอะไรบ้างก็ไม่แน่ใจเหมือนกันในคู่มือก็ไม่ได้บอก แต่ประมาณว่าสลับปุ่ม caps lock กับ ctrl ทางซ้ายมือได้แน่ๆ ๑ อันล่ะ แต่ไม่รู้ว่าต้องปรับยังไง

P1080031

ต่อไปเป็นเรื่องของการพิมพ์ละครับ

๐๖๑ | ไม่เข็ดครับ..ไม่เข็ด!

July 31st, 2011

เมื่อวานนี้ตั้งใจจะไปกินร้าน “เป็ปเปอร์สเต็ก” ที่ถูกชี้เป้าอยู่ในห้องก้นครัว ณ พันทิปครับ ขับเลยร้านไปรอบนึง และปรากฏว่าไปถึงแล้วของหมด น้องเจ้าของร้านกำลังเก็บร้าน + ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ บ๊ะแหล่ว..แต่ไม่เป็นไรเหลือเวลาอีก 2 เดือนก่อนที่น้องเค้าจะย้ายไปพิษณุโลก ต้องหาเวลาไปลิ้มลองให้ได้! (เจ้าของร้านเคยทำงานใน JW Mariotte และ Sirocco ก่อนออกมาเปิดร้านเองครับ และราคาถูกมากด้วย!)

ด้วยอารมณ์หิวครับ ยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้าและตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ 6 โมงเย็นแล้วด้วย เลยตัดสินใจไปฝากท้องที่ร้านอาหารบัวศรีนครินทร์แทนครับ ซึ่งตอนนี้ย้ายเข้าไปอยู่ด้านในลึกเข้าไปทางที่จอดรถเดิมอีกหน่อยครับ

นั่งคิดเมนูกันตั้งแต่อยู่บนรถเลย กะว่าไปถึงแล้วจัดหนักเลยทีเดียว ระยะทางห่างกันไม่ค่อยไกลแต่รถโคตรติดเลยกว่าจะถึงตั้ง 6 โมงครึ่งแน่ะ พอเข้าไปถึงร้านก็เอาเมนูมาเปิดเป็นพิธี (มันอยู่ในหัวแล้วล่ะว่าจะกินอะไร) สั่งๆๆ ไป พร้อมได้ยินเสียงเตือนแว่วๆ ว่าจะกินหมดเหรอ แต่ตอนนั้นมันไม่ได้ยินอะไรแล้วล่ะ หิวโคตรรรรรรร

๐๖๐ | ตื่นเต้นและผิดหวังกับซีรี่ย์ Sherlock

July 18th, 2011

SherlockBBC2

ออกตัวก่อนเลยว่าผมเป็นแฟนของ เชอร์ล็อก โฮล์ม แน่นอนว่าส่วนใหญ่ที่ตามอ่านจะเป็นหนังสือ และผมชอบสไตล์กันแปลแบบเก่า คือ สรรพนามเรียกใช้แทนตัวว่า “กัน” กับ “แก” เพราะเรื่องมันเขียนมาตั้งนานมาแล้วฉะนั้นผมเลยมีความรู้สึกว่าแปลแบบใช้ภาษาแบบนั้นมันเข้ากับยุคมากกว่า

จนเมื่อเดือนที่แล้วได้อ่านกระทู้ไปเจอคนแนะนำซีรี่ย์เรื่อง Sherlock แน่นอนว่าผมต้องสนใจทันทีและหวังในใจว่าให้มันเป็นโฮล์มเถอะ! เพราะแบบเป็นหนังก็มีน้อยเหลือเกินแถมล่าสุดที่เพิ่งสร้างไปก็ไม่ค่อยโดนใจซะอีก

เมื่ออ่านรายละเอียดแล้วก็ต้องตื่นเต้นเพราะเค้าว่าเป็นการจับโฮล์มและวัตสันให้มาอยู่ในยุคศตวรรษที่ ๒๑ ยุคของคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยและสะดวกสบาย ไม่ต้องติดต่อกันทางโทรเลขแล้ว ไม่มีรถม้าให้โบก แล้วมันจะเป็นยังไงกันล่ะ? แต่สุดท้ายดูไปจนจบซีซั่นก็ต้องผิดหวังอีก (ซีซั่นนึงมี ๓ ตอน)

มาเป็นซีรี่ย์ก็ยังไม่โดนใจอีกรึ? เรื่องมากจัง… อย่าเพิ่งว่าผมอย่างงั้นสิคร้าบ..แหม ก็คนมันหวังไว้เยอะ

เปิดตัวตอนแรกผมดูแบบตื่นเต้นมากว่าจะให้โฮล์มมาอยู่ในยุคนี้ได้ยังไง แถมเปิดตัวได้คล้ายกับในฉบับนิยายซะด้วย!

การส่งโทรเลขเปลี่ยนมาใช้ระบบ Message บนมือถือแทนนับว่าไม่เลว ส่วนรถม้าก็แทนกันแบบตายตัวคือโบกแท็กซี่(อันนี้พอจะเดาได้) ที่อยู่ยังเหมือนเดิม 221B Baker Street ส่วนตอนที่โชว์การอนุมานกับวัตสันจากนาฬิกาพกก็เปลี่ยนมาเป็นมือถือแทน และวัตสันก็เปลี่ยนจากเขียนหนังสือ(เรื่องโฮล์ม)มาเป็นเขียนลง Blog แทน นอกจากนี้คุณนายฮัดสันและสารวัตรเลสตราดแห่งสก็อตแลนด์ยาร์ดก็มากันแบบไม่เปลี่ยนชื่อเลยทีเดียว

๐๕๙ | สรุปงาน WWDC 2011

June 7th, 2011

WWDC 2011 550x301

จบไปแล้วครับสำหรับ keynote งาน WWDC2011 โดยหัวข้อในงานได้ประกาศออกมาก่อนงานเริ่มแล้วว่าจะมีเรื่อง Lion + iOS5 + iCloud ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นไม่มีพลิกโผ

งานนี้ต้องบอกว่า Apple Fan เต็มอิ่มแน่ๆ เพราะจุใจจริงๆ กับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งโดยปรกติแล้ว Apple มักจะกั๊กเทคโนโลยีด้าน Hardware ไว้ซะเยอะ ไม่ค่อยจะใส่มาให้สุดทั้ง Mac และ iDevice ต่างๆ

แต่ผิดกับทาง Software ที่มีเท่าไหร่ใส่หมดไม่อั้นและจัดว่าเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมใหม่ๆ เยอะแยะเลยทีเดียว สามารถดูได้จาก iOS ตอนที่ iPhone เปิดตัวครั้งแรก หลังจากนั้น smartphone ในตลาดก็เรียกว่า copy & paste มาล้วนเลยทีเดียว เทคโนโลยี multi-touch หรือการสัมผัสโดยใช้ประจุไฟฟ้าไม่ได้ใช้แรงกดเหมือน touch screen ก่อนหน้า

คราวนี้เป็นก้าวที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกครั้ง เพราะ keynote รอบนี้ทำเอาผมใจเต้นโครมครามตั้งแต่ต้นจนจบ อึ้งกับการจัดเต็มจากทาง Apple เยอะแยะไปหมด พล่ามมาเยอะแล้วเริ่มกันเลยดีกว่าครับ เปิดตัวที่ Lion OS ตัวใหม่ล่าสุด

๑๐ Feature เด่นๆ ที่ถูกยกมาพูดใน keynote ครั้งนี้

๐๕๘ | เมืองโบราณ นานๆ (ต้อง)ไป(ซัก)ที

March 18th, 2011

บล็อกแรกของปีเลย..จริงๆ มีหลายเรื่องแต่ดันขี้เกียจเขียน เดี๋ยวไว้จะทยอยๆ เอามาลงย้อนหลัง = =;;

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไปน่าจะเป็นครั้งที่สามในรอบ ๑๐-๑๒ ปี ประมาณว่า ๓-๔ ปีไปทีนึง ซึ่งก็ต้องบอกว่ามันไม่เหมือนเดิมกับทุกครั้งเพราะเท่าที่เห็นตั้งแต่ไปครั้งแรกคือ เมืองโบราณมีการสร้างหรือปรับปรุงใหม่ตลอดเวลา และตอนนี้ก็เช่นกัน..ถ้าเว้นไว้ซัก ๒ ปีแล้วไปใหม่อีกครั้งก็แน่ใจได้เลยว่าต้องมีอะไรเพิ่มขึ้นมาแน่ๆ

ครั้งแรกที่ไปตอนอยู่ม.ปลาย ก็เรียกว่ามีอยู่แค่นิดเดียวประมาณซัก ๑๐ กว่าที่ แล้วหลังจากนั้นตอนอยู่มหาวิทยาลัยก็ได้ไปอีกครั้งแต่ไม่ได้ไปเที่ยว ไปงานของชมรมร้านยาที่จัดในเมืองโบราณ ครั้งนี้ไม่ค่อยได้สังเกตว่ามีอะไรเพิ่มเติมแค่ไหนบ้างเพราะส่วนใหญ่ก็เป็นบูธ/ซุ้มของบริษัทยาต่างๆ และคนก็เยอะด้วย

แล้วก็เว้นไปอีกซัก ๓-๔ ปีได้ถึงจะได้ไปอีกครั้งซึ่งก็คือครั้งนี้นั่นเอง เดินทางมาถึงเมืองโบราณประมาณ ๑๐.๒๐ น. เริ่มตั้งแต่ทางเข้าไม่เหมือนที่มาครั้งแรกที่จุดจำหน่ายบัตรเป็นเหมือนซุ้มขายน้ำอัดลม แต่เป็นห้องแอร์ประตูแบบอัตโนมัติซะด้วย ราคาบัตรเข้าชมทั่วไป ๒๐๐ บาทต่อคน ถ้าเป็นคนสมุทรปราการให้แสดงบัตรประชาชนแล้วจะได้ลดครึ่งราคาเหลือ ๑๐๐ บาทต่อคน (ราคาก็แพงขึ้นนะเนี่ย เมื่อก่อนจำได้ว่าน่าจะประมาณ ๕๐ บาท) บัตรธรรมดาสามารถขี่จักรยานได้ฟรีเลย แต่ถ้าขี้เกียจถีบก็มีราคาขึ้นรถนำเที่ยวด้วยเหมือนกันถ้าจำไม่ผิดจะบวกไปอีก ๕๐ บาท รถนำเที่ยวจะมีไกด์พูดให้ฟังและจอดเป็นจุดๆ ด้านในสามารถขึ้นลงได้ตามจุดตลอดเวลา หรือจะเช่ารถกอล์ฟก็ได้มีอยู่ที่ด้านหน้าทางเข้านั่นแหละ แต่ราคาค่อนข้างสูงนิดนึง

หลังจากซื้อบัตรจะได้แผนที่มาด้วยแล้วไปเลือกจักรยานสำหรับขี่เข้าไป งานนี้ต้องหาแบบที่มีที่ซ้อนเพราะแฟนผมไม่อยากถีบ ซึ่งก็หายากหน่อยเพราะนอกจากจะน้อยแล้วจักรยานยังไม่ค่อยดีอีกด้วย คือถ้าขี่คนเดียวมันก็โอเคนะ แต่ถ้ามีคนซ้อนแล้วมันเหมือนจะดูก๊องแก๊งรับน้ำหนักไม่ค่อยไหวเท่าไหร่

ตอนที่กำลังเลือกจักรยานก็มีเจ้าหน้าที่ของเมืองโบราณมาขอถ่ายรูป และตอนที่กลับออกมาจะเห็นเค้าเอารูปที่เพิ่งถ่ายใส่กรอบมาวางขายเป็นของที่ระลึกอยู่ที่ทางเข้าอีกที (เข้าใจหากินนะเนี่ย ตอนแรกยังไม่รู้มารู้ตอนจะกลับนี่แหละ) และหลังจากยืนหาจักรยานอยู่ซักพักเจ้าหน้าที่ก็เดินเข้ามาถามว่า “ก็ขี่ไปคนละคันก่อนมั้ยล่ะ แล้วถ้าจะซ้อนก็ไปจอดทิ้งไว้ข้างในแล้วค่อยซ้อนกันก็ได้” “ฮะ?..ไปจอดทิ้งไว้ข้างในได้ด้วยเหรอครับ?” “เอ้า..ได้ซี่(ยิ้ม)” แต่สุดท้ายก็เลือกไปคันเดียว เอาล่ะ..เลือกจักรยานได้แล้ว ไปกันเลย!

จักรยานคันแรกที่เลือกมาจากทางเข้า

กางแผนที่ออกมาดู…โอ้ว อะไรกันเนี่ย! มันมาจากไหนเยอะแยะไปหมดตั้ง ๑๐๐ กว่าจุดแน่ะ เห็นแล้วแบบ..วันนี้จะดูหมดมั้ย ถ้าจะถ่ายรูปทุกจุดเลยนี่รับรองได้ว่าวันเดียวไม่พอแน่ๆ เลยตัดสินใจ..เอ้า ขี่ไปก่อนแล้วกัน